วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Lexus ES 300H รุ่นปี 2013 ไฮบริดคาร์ที่ไม่ควรมองข้าม

  ขึ้นชื่อว่ารถไฮบริดแล้ว ถือเป็นรถที่ได้รับการพูดถึงและดูเป็นที่สนใจของผู้คนที่อยากจะหันมาขับรถ ที่ช่วยประหยัดน้ำมันเยอะแยะมากมาย ด้วยเหตุนี้ ทาง Lexus เองก็ไม่อยู่นิ่งเฉย ได้ปล่อย ES 300H รุ่นปี 2013 ออกมาให้เห็นกันแล้ว เรียกได้ว่าเป็นรถไฮบริดที่หากใครสนใจ ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

          สำหรับ สิ่งใหม่ ๆ ที่เห็นได้ชัดของ ES 300H ก็คือเรื่องของการดีไซน์ใหม่ที่ดูหรูหราแต่แอบแฝงความเป็นสปอร์ตอยู่นิด ๆ อีกทั้งยังมีในส่วนของท่อไอเสียที่ใช้แบบซ่อนตัว ซึ่งเรียบเนียนไปกับดีไซน์ที่เข้ากันทั้งตัวรถ ช่วยให้รถดูปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น ตามด้วยอัลลอยขนาด 17 นิ้วและยางรถยนต์ที่ช่วยลดแรงต้านของการหมุน

Lexus ES 300H

Lexus ES 300H

          มา ต่อกันที่ในห้องโดยสาร ES 300H มีการตกแต่งด้วยลายไม้ตัดกับวัสดุสีโลหะ ตามด้วยระบบ Remote Touch Interface ที่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย ใช้ระบบเครื่องเสียง Mark Levinson และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น เครื่องเล่นเพลง วิทยุ DVD พร้อมช่องเชื่อมต่อแบบ USB ที่สำคัญ หากมีสิ่งกีดขวางที่อยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ ก็จะมีฟังก์ชั่นช่วยเตือนให้ผู้ขับขี่ได้รับรู้อีกด้วย

          ในส่วนของเครื่องยนต์ ES 300H รุ่นนี้เป็นระบบไฮบริด เครื่อง 4 สูบ 2.5 ลิตร ซึ่งตามข้อมูลระบุไว้ว่า มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 40 ไมล์ต่อแกลลอน ทั้งนี้ทั้งนั้น หากใครที่สนใจ ES 300H รุ่นนี้ก็อดใจรอกันสักหน่อย เพราะทาง Lexus มีแผนจะออกจำหน่ายในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ขณะที่ราคาค่าตัว ทาง Lexus ก็ยังอุบเงียบ ไม่มีเปิดเผยออกมาให้ทราบแต่อย่างใด

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Lexus ส่ง RX ใหม่ 3 รุ่น ราคาเริ่มต้นที่ 4,090,000 บาท

      หากจะพูดถึงค่าย "Lexus" แล้ว รถรุ่นเด่นรุ่นดังของพวกเขาอย่
าง "RX" นั้นถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เพราะด้วยความเป็นรถ SUV รวมถึงการดีไซน์ที่ลงตัวและเหมาะกับการใช้งานในหลาย ๆ ด้าน มาในปี 2012 นี้ Lexus ก็ได้ฤกษ์งามยามดี เปิดตัว RX รุ่นใหม่มาให้สัมผัสกันแบบคันเป็น ๆ ในบ้านเราแล้ว หลังจากที่เปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นไปได้ไม่นาน โดย RX รุ่นใหม่ที่ว่านี้ จะเป็น SUV สุดหรูที่ได้รับการออกแบบให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ซึ่งได้คุณภาพด้านวิศวกรรมการผลิตระดับโลก

          RX โฉมใหม่นี้มีสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเพียบ เริ่มตั้งแต่ กระจังหน้าใหม่ แบบ Spindle Grille กันชนดีไซน์ใหม่ ทรงสปอร์ตพร้อมช่องระบายลมแบบรังผึ้ง ไฟหน้า - ท้าย ดีไซน์ใหม่ ล้อแม็กซ์อัลลอยด์ พวงมาลัย "Three-spoke steering wheel" ดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความสบายและผ่อนคลายในการขับขี่มากขึ้น ตามด้วยระบบปรับเบาะและพวงมาลัยอัตโนมัติ (Seat/Steering auto return & away system) เพื่อให้การขึ้น - ลงรถเป็นไปอย่างง่ายดาย

          นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการเพิ่มความล้ำสมัยกับแผงตกแต่งด้วยลาย Metallic บริเวณ Glove box ซึ่งภายในห้องโดยสาร จะกว้างขวางและพร้อมประโยชน์ใช้สอยได้มากกว่ารถ SUV ทั่ว ๆ ไปด้วย คือมีการทำงานแบบ "One - action" ซึ่งเมื่อมีการพับเบาะที่นั่งด้านหลัง เบาะจะเคลื่อนต่ำลงด้วย เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางสัมภาระได้มากขึ้นนั่นเอง

          ในส่วนของ การควบคุมนั้น Lexus มีนวัตกรรมใหม่มานำเสนอด้วย กับ "2nd Generation Remote Controller"  ควบคุมระบบต่าง ๆ เป็นไปเพียงปลายนิ้วสัมผัส ระบบช่วยจอด (Parking Assist System) ระบบแผนที่นำทาง (Lexus Navigation System) พัฒนาขึ้นใหม่สำหรับลูกค้าชาวไทยเท่านั้น ด้วยเมนูที่มีภาษาไทยในการแสดงแผนที่แบบ HDD (Hard Disk Drive) และบอกเส้นทางด้วยระบบเสียง ซึ่งให้ข้อมูลการจราจรในเขตกรุงเทพฯ แบบ Real-time ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลกองบังคับการตำรวจจราจร และระบบเครื่องเสียง Lexus Audio System 12 ลำโพง พร้อมรองรับระบบ DVD

          ด้านความปลอดภัย RX โฉมใหม่ใช้เทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างตัวถังที่ได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งมากขึ้น ถุงลมเสริมความปลอดภัย 10 ตำแหน่ง เรียกได้ว่ารองรับการกระแทกโดยรอบตัวรถเลยก็ว่าได้

Viano Vision Diamond รถตู้สุดหรูหราอลังการ

      ฮือ ฮากันพอสมควรกับ Viano Vision Diamond รถตู้คันนี้ ที่นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นรถของ "เมอร์เซเดส เบนซ์" (Mercedes-Benz) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความหรูหราแล้ว หากใครที่ได้สัมผัสและมาเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายในตัวรถแล้วล่ะก็ อาจจะบอกได้ว่า คำว่า "หรูหรา" นั้น ดูจะไม่เข้าถึงอารมณ์รถคันนี้เลยด้วยซ้ำ

          สำหรับ Viano Vision Diamond คัน นี้ เป็นรถตู้ดีไซน์สปอร์ต ที่มีจุดเด่นตั้งแต่สีของตัวรถ ตามด้วยล้ออัลลอยแบบ 5 ก้าน ที่รับกับดีไซน์ของตัวรถได้เป็นอย่างดี ขยับเข้ามาในส่วนของภายในห้องโดยสาร ก็เน้นเบาะหนังสีขาวนวล ซึ่งไม่ใช่แค่เบาะหนังธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเบาะที่สามารถนวดผ่อนคลายในระหว่างเดินทางได้ด้วย


Viano Vision Diamond รถตู้สุดหรูหราอลังการ

          นอกจากจะมีเบาะที่พร้อมกับฟังก์ชั่นการนวดแล้ว ในรถยังมีระบบทำความอุ่นแล้วความเย็นให้พร้อม มีตู้เย็นให้ได้แช่แชมเปญเย็น ๆ อีกด้วย ตามมาติด ๆ กับทีวีจอแบนขนาด 40 นิ้ว เครื่องเสียงอย่างดีจาก "Bang & Olufsen" พร้อมการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ W-LAN ให้ใช้งานกันได้ในทุกที่ ทุกเวลา

          ในส่วน ของสมรรถนะนั้น ยังไม่มีข้อมูลออกมาว่าใช้เครื่องยนต์แบบไหน ให้กำลังเท่าไหร่ แต่ดู ๆ แล้วก็คงจะแรงไม่น้อยเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรถจากค่ายดังที่น่าจับตามองไม่น้อย โดยเฉพาะเหล่าบรรดานักธุรกิจทั้งหลายด้วยแล้ว เชื่อว่าคงอยู่ในความสนใจกันพอสมควร

ชมรถสุดหรู พร้อมเทคโนโลยีครบครันกับ Cadillac Escalade ESV

     หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการนั่งรถไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ไม่อยากพลาดการติดต่อสื่อสารในการดำเนินธุรกิจ หรือประชุมด่วนในระหว่างเดินทาง รับรองว่าคุณจะต้องหลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของรถยนต์สุดหรู "คาดิลแลค เอสคาเลด อีเอสวี" (Cadillac Escalade ESV) อย่างแน่นอน


Cadillac Escalade ESV

           รถคาดิลแลค เอสคาเลด อีเอสวี ผลิตโดยบริษัทเบ็คเกอร์ ออโตโมทีฟ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ออกแบบและใส่ความมหัศจรรย์ให้กับลีมูซีนดีไซน์ล้ำคันนี้ได้อย่างลง ตัว โดยภายในรถมีเก้าอี้นั่งที่ทำจากหนังอย่างดี ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องมือ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทีวีจอ HD ขนาดใหญ่ พร้อมระบบเสียงรอบทิศทางราวกับนั่งชมอยู่ในโรงหนัง ตู้สำหรับแช่เครื่องดื่ม โทรศัพท์ ระบบคอมพิวเตอร์ และ WiFi ให้ใช้งาน

           สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวหรือจำเป็นต้องประชุมงานด่วนในขณะเดินทาง ภายในตัวรถยังมีระบบเปิด - ปิดฉากกั้นอัตโนมัติระหว่างผู้โดยสารและคนขับรถให้เสร็จสรรพ นอกจากนี้ หากผู้โดยสารต้องการยืดเส้นยืดสาย ก็มีเครื่องปั่นจักรยานขนาดย่อมในตัวรถ ให้คุณได้ออกกำลังกายแบบเบา ๆ อีกด้วย

Cadillac Escalade ESV

           มากไปกว่านั้น ทางบริษัทผลิตรถยนต์ยี่ห้อดังกล่าว ยังมีบริการติดตั้งเกราะกันกระสุนให้กับรถ โดยเตรียมไว้ให้สำหรับเหล่านักการเมืองหรือบุคคลสำคัญต่าง ๆ จากทั่วโลก ซึ่งต้องการระบบการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

           สำหรับราคาของสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์คันนี้ จะอยู่ระหว่าง 83,500 ปอนด์ (หรือประมาณ 4.2 ล้านบาท) ถึง 161,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 8 ล้านบาท) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้งานต้องการเสริมแต่งความพิเศษให้กับตัวรถมากแค่ ไหน แต่รับรองเลยว่าคุณจะต้องประทับใจไปกับความล้ำสมัยของ คาดิลแลค เอสคาเลด อีเอสวี คันนี้อย่างมาก

BMW 325i จำกัดจำนวน ไม่จำกัดความมัน

BMW 325i จำกัดจำนวน ไม่จำกัดความมัน (GMLIVE)


          แม้ ว่าจะผลิตขึ้นเพียง 48 คันในประเทศแต่สำหรับความสนุก รถยนต์คันนี้ให้คุณได้มากเสียยิ่งกว่ามาก เราก็รู้เหมือนๆ กับคุณว่า BMW ซีรีส์ 3 โฉมใหม่กำลังจะมาถึงในเร็ววัน แต่ด้วยความพิเศษของ BMW 325i จึงอดไม่ได้ที่อยากจะลองขับดูสักหน่อยว่า มันพิเศษอย่างไรบ้าง

          ความเหมือนอันแตกต่างเมื่อมองเผินๆ คุณอาจรู้สึกว่าทุกอย่างก็เหมือนกับรุ่นปกติที่ขายกันอยู่ แต่จริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดอยู่ไม่น้อยที่แตกต่างอย่างแรกที่จะเห็นได้ คือ ชุดสเกิร์ตรอบคันจาก M Aerodynamics Kit รอบคัน ยาง และล้อถูกเปลี่ยนจากของมาตรฐานมาเป็นล้อรุ่น M Star Spoke 193 ของ M พร้อมเพิ่มขนาดของยางให้ใหญ่ขึ้น โดยล้อหน้าใส่ยางขนาด 8.0×18 นิ้วส่วนด้านหลังเป็นขนาด 8.5×18 นิ้ว BMW ยังปรับช่วงล่างให้เตี้ยลงให้พอดีกับซุ้มล้อ นั่นคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัด

          แต่ สิ่งที่มีเหมือนกันก็คือ รถสปอร์ตคันนี้ไม่ลืมให้ความสำคัญกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน BMW ใส่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้อย่างครบ ครัน ไม่น้อยกว่ารุ่นมาตรฐาน ทั้งเบาะที่นั่งปรับไฟฟ้าที่สามารถปรับด้านข้างของเบาะให้กระชับขึ้น เพื่อซึมซับความรู้สึกแบบรถสปอร์ต จอแสดงผลขนาดใหญ่ ขนาด 8 นิ้วพร้อมระบบ iDrive มีฮาร์ดดิสก์ในตัวขนาด 12 GB ไว้สำหรับเก็บไฟล์เพลงและไฟล์ วิดีโอ มีระบบนำทาง BMW Navigation System Professional ติดมาให้ พร้อมทั้งการเชื่อมต่อแบบบลูทูธสำหรับโทรศัพท์มือถืออีกด้วย
          ภาย ในห้องโดยสารเน้นโทนสีอิฐ ดำ และเงิน แสงภายในห้องโดยสารเน้นโทนสีแดง ทั้งหมดให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง และรับรู้ได้ถึงพลังของเครื่องยนต์ที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้ามีการลดทอน บางอย่างลงเพื่อเพิ่มความดุดัน เช่น เกียร์อัตโนมัติที่ยังไม่ใช้เกียร์ไฟฟ้าแบบที่เราเห็นในรถยนต์ BMW รุ่นหลังๆ แต่เพิ่มคันเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ Steptronic สำหรับการเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหลขึ้น โดยเฉพาะการขับในโหมดเกียร์แบบสปอร์ต (DS)



BMW 325i จำกัดจำนวน ไม่จำกัดความมัน

ขุมพลังแห่งความสนุก

          BMW 325i Sport ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบเรียง DOHC 24 วาล์ว ระบบวาล์วแปรผัน Valvetronic มาพร้อมเทคโนโลยี Effiffiicient Dynamics ซึ่ง ถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ BMW ไปแล้ว สามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 218 ตัว ที่ 6,500 รอบ/นาที ความเร็วสูงสุดที่ BMW อ้างไว้คือ 242 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเราเหยียบไม่ถึง เลยไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ๆ คือมันเป็นรถแรงที่ บริโภคน้ำมันไม่มากนัก โดยเฉพาะเมื่อคุณขับในโหมดปกติ (D) ด้วยความเร็วคงที่ราว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 12-14 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งนับว่าน่าประทับใจ

          แต่นั่นคนละเรื่องกับการขับขี่ในโหมดสปอร์ต (DS) และการเลือกใช้การเปลี่ยนเกียร์แบบ Manual ด้วยจำนวนรอบที่ถูกปรับให้สูงขึ้น และจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่กระชั้น การขับขี่ในโหมดสปอร์ต อาจจะบริโภคน้ำมันได้สูงถึง 8-10 กิโลเมตร/ลิตร

          การ ตอบสนองของเครื่องยนต์ทำได้ดี แม้ว่าจะอืดนิดหน่อยในช่วงแรกของการออกตัว โดยเฉพาะการขับใน โหมดปกติ (D) อาจสร้างความผิดหวังสำหรับรหัส ‘Sport’ ที่พ่วงท้าย แต่หากคุณปรับเปลี่ยนมาสู่โหมด DS บอกได้เลยว่าเหมือนหนังคนละม้วน ระบบทดกำลังถูกปรับให้รอบจัดขึ้น จังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่กระชั้นทำให้การตอบสนองทันใจมากขึ้นพวงมาลัยฝืนไปนิด
          สำหรับคน ที่ไม่คุ้นเคยกับ BMW มีอาการขืนๆ อยู่บ้าง ยิ่งเมื่อบวกกับล้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยแล้ว อาจมีความรู้สึกว่าหนัก แต่จริงๆ แล้ว นี่เป็นข้อดีสำหรับรถที่มีสมรรถนะของเครื่องยนต์สูง เพราะทำให้การทรงตัวและการบังคับรถในย่านความเร็วสูงนั้นทำได้อย่างมั่นคง และปลอดภัยมากขึ้น

          ระบบช่วงล่างถูกเซตมาแบบรถสปอร์ต โดยใช้ชุดแต่งของ M เช่นกัน เป็นระบบกันสะเทือนอิสระ 4 ล้อ ทั้งหนึบ กระด้าง และแข็ง แต่มั่นคง ซึ่งก็ถือเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่คุณจำต้องทำใจและเพื่อให้เหมาะสมกับความแรง มันมาพร้อมดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบ Engine Brake ที่จะทำงานทันทีเมื่อคุณถอนคันเร่งในย่านความเร็วสูง และระบบ Brake Fade Compensation ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดของผ้าเบรกโดยอัตโนมัติ
          ระบบ สามารถคำนวณความจำเป็นในการเพิ่มแรงกดจากระบบเบรกโดยรวม ว่าถูกใช้งานหนักเพียงใด มีความร้อนสะสมมากไหมจากอุณหภูมิของจานเบรก ซึ่งช่วยลดระยะการเบรก และระยะเวลาในการตอบสนองยังมีระบบ DSC (Dynamic Stability Control) ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับ โดยเฉพาะในถนนลื่นได้อีกทางหนึ่ง

BMW 325i จำกัดจำนวน ไม่จำกัดความมัน

          หากชีวิตมีสองด้าน อย่างที่พวกนักเขียนเขาชอบพูดกัน BMW 325i Sport คันนี้ก็เป็นรถยนต์ที่มีสองด้านที่สอดประสานกันได้อย่างดี มันเป็นรถที่ขับสนุก เป็นรถที่หนุ่มๆ ทุกคนน่าจะอยากได้ไว้สักคัน คุณสามารถเป็นหนุ่มโก้ในวันปกติ และโลดโผนโจนทะยานได้อีกนิดในเวลาที่คุณอยากเติมความคึกคัก ด้วยราคา 3 ล้านนิดๆ หากรักชอบ BMW ก็ไม่น่าจะแพงเกินไป

Range Rover Evoque รถคันนี้เจ๊วิค เป็นคนดีไซน์ไว้

       ด้วยความที่เธอเก่งในด้านของแฟชั่นดีไซเนอร์ ทาง เรนจ์ โรเวอร์ เลยขอจับมือ "วิคตอเรีย เบ็คแฮม" (Victoria Beckham) ภรรยาคนสวยของสุดหล่อวงการลูกหนัง "เดวิด เบ็คแฮม" (David Beckham) มาช่วยกันดีไซน์รถคันใหม่ซะเลย ซึ่งผลงานร่วมกันของทั้งสองก็คือ "Evoque" รุ่นพิเศษ รุ่นนี้นี่เอง!!

           Evoque รุ่นนี้ มีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่า "Range Rover Evoque Victoria Beckham special edition" ได้ รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วในงาน Auto China 2012 ที่จัดขึ้นกันไปแล้วเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และจากภายในงานดังกล่าว ก็ดูเป็นที่สนใจของชาวจีนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

           ในด้านของสมรรถนะ Evoque รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ทำกำลังที่ 240 แรงม้า ขับเคลื่อนทั้งแบบ 2 และ 4 ล้อ ใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีอัตราเร่งจาก 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 7.6 วินาที และมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 8.7 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร


Range Rover Evoque

           การดีไซน์ภายนอก ใช้กระจังหน้าแบบใหม่ที่เข้ากับสปอยเลอร์แบบลงตัวสุด ๆ ตามด้วยล้ออัลลอยแบบ 12 ก้าน ขนาด 20 นิ้ว ซึ่งช่วยให้รถดูดุดันและแข็งแกร่งมาก ๆ ส่วนภายในตัวรถ Evoque ใช้เบาะหนังอย่างดีที่ตัดเย็บด้วยมือล้วน ๆ ด้วยโทนสีน้ำตาลแบบ Vintage ย้อยยุค แถมด้วยการลงลายเซ็นของสุดสวย วิคตอเรีย เอาไว้ด้วย ที่ช่วยเสริมความหรูหราให้กับตัวรถได้ดีทีเดียว

           สำหรับ เหตุผลที่ทาง เรนจ์ โรเวอร์ เลือกจับมือกับ วิคตอเรีย ก็เพื่อสื่อให้เห็นถึงความปราดเปรียวของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่สวยงามและคล่อง ตัวกว่าแต่ก่อนนั่นเอง อีกทั้งยังหวังด้วยว่า การที่ได้ร่วมมือกับ วิคตอเรีย น่าจะเป็นการช่วยเพิ่มยอดการจำหน่ายได้มากพอควร ที่สำคัญไปกว่านั้น ทาง เรนจ์ โรเวอร์ จะผลิต Evoque รุ่นพิเศษนี้เพียงแค่ 200 คันเท่านั้น โดยจะวางจำหน่ายไปยังโชว์รูมของ แลนด์ โรเวอร์ ที่มีอยู่ทั้งใน เอเชีย ยุโรป และอเมริกา เรียกได้ว่าหมดแล้วหมดเลย ไม่ผลิตเพิ่มเติมแต่อย่างใด

           ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครที่อยากเป็น 1 ใน 200 คนก็เตรียมควักเงินกระเป๋าให้พร้อม โดย Evoque รุ่นนี้ มีราคาค่าตัวอยู่ที่ 79,995 ปอนด์ หรือเกือบ ๆ 4 ล้านบาทนะคร้าบบบ..

PORSCHE 911 สปอร์ตเข้มแรงดุดัน

PORSCHE 911 สปอร์ตเข้มแรงดุดัน (ยานยนต์)


          ยนตรกรรมสปอร์ตยอดนิยมจากแดนยุโรป PORSCHE 911 Carrera กับการเปลี่ยนลุคใหม่ล่าสุดของรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวของไฟหน้าและตัวถังที่ ยาวขึ้น อีกทั้งดีไซน์ที่ได้รับการลงลึกในรายละเอียดทุกชิ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเจ้าชายกบแบบสปอร์ต 911 ที่ไม่ผิดเพี้ยน และเข้มข้นกับขุมพลังอันร้อนแรงและความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เปลี่ยน แปลง


PORSCH 911 Carrera
911 Carrera
          ด้วยขนาดฐานล้อขยายให้มีความกว้างมากขึ้นกว่า 100 มิลลิเมตร และลดระดับความสูงตัวรถให้ต่ำลง เพื่อรับกับการติดตั้งล้อขนาดใหญ่ 20 นิ้ว และช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับรูปทรงที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันเสริมรูปลักษณ์ภายนอกกับความเป็นรถยนต์สปอร์ตยอดนิยม ออกแบบด้านหน้าให้มีมิติที่กว้างขึ้นเพื่อสร้างความโดดเด่นทำให้ 911 Carrera ใหม่ มีสมรรถนะการทรงตัวดีเยี่ยม กระจกมองข้างออกแบบใหม่ติดตั้งเข้ากับด้านบนของตัวประตูรถ ช่วยให้ทัศนวิสัยในการมองที่ดีขึ้นและความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ ย้ำให้เห็นถึงการออกแบบที่ลงตัวและสร้างความประทับใจให้กับสายตาของผู้พบ เห็น

          ด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักเบาจากการใช้เหล็กผสมกับอะลูมิเนียมประสิทธิภาพเยี่ยม น้ำหนักตัวรถลดลงกว่า 45 กิโลกรัม และตัวรถมีความกว้างขึ้น สปอยเลอร์หลังได้รับการขยายเพิ่มประสิทธิภาพให้สมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่งผลให้การยกตัวที่เกิดจากลมทางด้านล่างลดลง เพื่อความลงตัวและเข้ากับรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความทันสมัย

PORSCH 911 Carrera
911 Carrera
          นักออกแบบได้นำคอนเซ็ปท์ของ Carrera GT มาใช้เป็นไอเดียสำหรับออกแบบห้องโดยสารของ 911 Carrera ส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น และคอนโซลกลางออกแบบให้เชื่อมต่อกันไปจนถึงคอนโซลหน้า ตำแหน่งคันเกียร์ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ให้อยู่สูงขึ้นใกล้กับพวงมาลัย และในด้านความคลาสสิคได้รับการเติมแต่งเข้าไปในห้องโดยสารอย่างครบครัน อาทิ หน้าปัดแบบห้าวง หน้าจอมีความละเอียดสูงแสดงผลการทำงานได้หลายระบบติดตั้งอยู่ตรงกลางเพื่อ แสดงการทำงานรอบเครื่องยนต์

          ขุม พลังที่จัดจ้านของเครื่องยนต์ 911 Carrera นี้ได้รับการเพิ่มเติมให้อัตราการกินน้ำมันเชื้อเพลิงที่น้อยกว่า 10 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร เกิดจากการใส่ระบบการทำงานต่าง ๆ อาทิ ระบบสตาร์ท/หยุด อัตโนมัติ (Auto Start/Stop) ระบบการจัดการความร้อน (Thermal Management) ระบบ Electrical System Recuperation การนำพลังงานไฟฟ้ากลับมาใช้ใหม่และระบบส่งกำลังเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะและระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะจากปอร์เช่ Porsche-Doppelkupplungsgetriebe (PDK) พวงมาลัยแบบ Electro-Mechanical Power Steering ใหม่ล่าสุด ที่ให้มีความแม่นยำในการตอบสนองช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ควบคู่ไปกับ การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง

          โดย 911 Carrera ใหม่ให้พลังสูงสุด 350 แรงม้า จากเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตร แบบสูบนอน และระบบเกียร์ PDK จะมีการกินน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 8.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์อยู่ที่ 194 กรัม/กิโลเมตร

PORSCH 911 Carrera s
911 Carrera S

PORSCH 911 Carrera s
911 Carrera S
PORSCH 911 Carrera s
911 Carrera S
          สำหรับรุ่น 911 Carrera S มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุดได้ถึง 400 แรงม้า พร้อมติดตั้งระบบเกียร์ PDK การบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ด้วยขนาดฐานล้อที่ขยายใหญ่ขึ้น ให้การยึดเกาะถนนเพิ่มขึ้นทั้งในเรื่องการทรงตัวที่ดี

          ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งระบบอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เพิ่มเติมความคล่องตัวโดยเฉพาะระบบการควบคุมการทรงตัวหรือระบบ Pursche Dynamic Chassis Control (PDCC) ที่สามารถติดตั้งกับ 911 Carrera S ได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย และรถรุ่นใหม่นี้มีการพัฒนาทั้งรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและความลงตัวเข้ากับ ประสิทธิภาพและสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้น และเต็มไปด้วยความเป็นสปอร์ตสามารถขับขี่ใช้งาน สำหรับ 911 Carrera ราคาเริ่มต้นที่ 12,650,000 บาท และ 911 Carrera S ราคาเริ่มต้นที่ 14,500,000 บา

PORSCH 911 Carrera s
911 Carrera S
PORSCH 911 Carrera s
911 Carrera S

BMW 7-Series รุ่นปี 2013 โฉมใหม่ พร้อมเครื่องยนต์แรง

       น่าจะเป็นที่โดนใจสาวก BMW กันพอสมควร โดยเฉพาะคนที่ติดตามรถในตระกูล Series ทั้งหลายด้วยแล้ว ถือว่านี่เป็นข่าวคราวที่สมกับการรอคอยไม่น้อย เพราะล่าสุดมีภาพและข้อมูลของ BMW 7-Series รุ่นปี 2013 เปิดเผยออกมาให้ทราบกันแล้ว

          มาว่ากันถึงสิ่งใหม่ ๆ ที่มีเข้ามาใน BMW 7-Series รุ่นปี 2013 นี้กันสักหน่อย อันดับแรกเลยที่ชวนสะดุดตาสุด ๆ เห็นจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากการดีไซน์ภายนอก ทั้งในส่วนของไฟหน้าแบบวงแหวน ที่มาคู่กับกระจังหน้าแบบใหม่ อีกทั้งยังมีการเล่นลวดลายตรงขอบไฟด้วย ยิ่งทำให้ด้านหน้าของ 7-Series เวอร์ชั่นนี้ ดูเท่ไม่เบาเลยทีเดียว

          ด้านห้องโดยสารภายใน เพิ่มความหรูหราด้วยเบาะหนังดีไซน์ใหม่ อีกทั้งในส่วนของเบาะหลังยังมีจอขนาด 9.2 นิ้วเป็นอุปกรณ์เสริมพิเศษเพื่อรองรับทุกกิจกรรมความบันเทิง รวมไปถึงเครื่องเสียง Bang & Olufsen End Surround Sound System ขนาด 1,200 วัตต์อีกต่างหาก ขณะที่ในส่วนของการใช้งาน จะมีโหลดใช้งานในห้องโดยสารให้เลือกอยู่ 4 หมวดด้วยกัน ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ง่าย ๆ ผ่านหน้าจอบนแผงคอนโซลได้เลย

          ไปดูในส่วนของระบบเครื่องยนต์กันบ้าง BMW 7-Series รุ่นปี 2013 มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้งานกันอยู่ 3 แบบ ดังนี้

1. เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง ทำกำลังสูงสุดที่ 375 แรงม้า มีอัตราเร่งอยู่จาก 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 4.9 วินาที และมีอัตราบริโภคน้ำมัน 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร

2. เครื่องยนต์เบนซิล จะมีใช้ในรุ่นท็อปไลน์ "760i" บล็อก V12 ขนาดความจุ 6.0 ลิตร ทำกำลังสูงสุดที่ 537 แรงม้า ขณะที่ตัว "750i" จะใช้บล็อก V8 4.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 444 แรงม้า รวมไปถึงรุ่นเริ่มต้นสำหรับบางประเทศคือ "730i" ที่ใช้เครื่องแบบ 6 สูบ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 255 แรงม้า

3. เครื่องยนต์ไฮบริด จะใช้ขุมพลัง ActiveHybrid 7 รุ่นใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างเครื่อง 6 สูบ 3.0 ลิตร กับกำลังอีก 315 แรงม้า ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 54 แรงม้า ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันแล้ว จะแตะไปถึง 349 แรงม้า มีอัตราเร่งจาก 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 5.7 วินาที และมีอัตราประน้ำหยัดมันที่ 14.7 กิโลเมตรต่อลิตร

          ก็ต้องมาดูกันว่าทาง BMW จะเปิดตัว 7-Series รุ่นปี 2013 อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเป็น Series จะตั้งหน้าตั้งตารอการได้จับจองกันอย่างแน่นอนเลยทีเดียวเชียว



BMW 7

BMW 7

BMW 7

BMW 7

BMW 7

BMW 7

BMW 7

Gallardo LP 570-4 Super Trofeo Stradale ที่สุดของรุ่นพิเศษ

Gallardo LP 570-4 Super Trofeo Stradale ที่สุดของรุ่นพิเศษ (ยานยนต์)


          ไม่ว่าใครก็ตาม หากได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของซูเปอร์คาร์ยอดนิยมอย่าง Lamborghini ร้องคำราม รับรองได้ว่าหัวจิตหัวใจต้องระทึกสั่นอยากจะเข้าไม่กดคันเร่งเสียให้มิด ซึ่งไม่เพียงแต่สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่สร้างความโดดเด่นให้กับเจ้ากระทิง เปลี่ยว หากแต่ความสวยงามตามแบบฉบับรถสปอร์ตพันธุ์แท้ ทั้งภายนอก และภายใน ยังเป็นแรงดึงดูดให้ผู้ที่ชื่นชอบความแรง (กระเป๋าหนัก) ตัดสินใจเลือก Lamborghini มาใช้เป็นพาหนะ บวกกับเทคโนโลยีที่อัดแน่นอยู่ในรถ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่คือซูเปอร์คาร์ที่สมบูรณ์แบบ แบรนด์หนึ่งของโลก โดยเฉพาะ Lamborghini Gallardo LP570-4 Super Trofeo Stradale

          Gallardo นับว่าเป็นซูเปอร์คาร์รุ่นเล็กของ Lamborghini ซึ่งหลังจากเปิดตัวรุ่นใหญ่อย่าง Aventador LP 700-4 ไป ให้หลังไม่นานทาง Automobili Lamborghini S.P.A ก็จัดการกระตุ้นความต้องการของลูกค้าอีกครั้งด้วยการเปิดตัวรถรุ่นพิเศษ Limited Edition ตัวล่าสุด Lamborghini Gallardo LP570-4 Super Trofeo Stradale ที่ว่ากันว่าเป็นรุ่น Top Model ของ Gallardo เลยทีเดียว แนวทางในการออกแบบจะใช้พื้นฐานเดียวกับเพื่อนร่วมค่ายอย่าง Lamborghini Blancpain Super Trofeo ตัวแข่งที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก


 Gallardo LP 570-4 Super Trofeo Stradale ที่สุดของรุ่นพิเศษ

          จุดเด่นภายนอกของรถคือการเลือกใช้สี โดยใช้สีแดงสด Rosso Mars เป็นสีหลัก ตัดสลับกับสีดำในส่วนของ สปอยเลอร์ หลังคา และปีกหลัง เพิ่มความดุกันยิ่งขึ้น ด้านท้ายติดตั้ง Diffuser จัดเรียงอากาศใต้ท้องรถ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับกระจกมองข้างที่เคลือบมันวาวเพิ่มความสวยงาม ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้ว พร้อมด้วยคาลิเปอร์เบรคสีแดงตัวรถผ่านการรีดน้ำหนักให้ผอมเพรียวยิ่งขึ้น มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นมาตรฐาน 70 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 1,340 กิโลกรัม ถังน้ำมันรองรับเชื้อเพลิง 90 ลิตร มิติตัวรถยาว 4,386 มม. กว้าง 1,900 มม. สูง 1,165 มม. ความยาวฐานล้อ 2,560 มม.

          ภาย ในห้องโดยสารมาพร้อมกับความหรูหรากับการตกแต่งด้วยสีทูโทน บุวัสดุคุณภาพเยี่ยมหนัง Alcantara บริเวณพวงมาลัย Dashboard คอนโซลหน้า ฯลฯ และตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ บ่อเกิดขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ V 10 ความจุ 5,204 ซีซี. เป็นเครื่องเดียวกับที่ใช้ในรุ่น Supperleggera ให้กำลังสูงสุด 570 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 540 นิวตัน-เมตรที่ 6,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัจฉริยะ e-Gear 6 สปีด

 Gallardo LP 570-4 Super Trofeo Stradale ที่สุดของรุ่นพิเศษ

          อีกทั้งยังใช้คลัทช์คู่สู่การขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยกล่อง ECU จาก BOSCH MED 9 ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายใน 3.4 วินาที และ 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมงใช้เวลา 10.4 วินาที โดยให้ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 7.4 กิโลเมตร/ลิตรสำหรับการขับแบบผสม ปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 319 กรัม/กิโลเมตร Emission class อยู่ในระดับ EURO 5

          ใครที่คิดว่าแค่นี้ยัง “พิเศษ” ไม่ พอ ยังต้องการรูปลักษณ์ของเวอร์ชั่นตัวเอง ทาง Lamborghini ตอบสนองด้วยอ๊อพชั่นพิเศษ Racing Option สามารถใช้งานบนท้องถนนได้ด้วย โดยประกอบไปด้วยการติดตั้งโรลบาร์รอบคัน ชุดเบรคเป็นแบบคาร์บอนเซรามิค เข็มขัดนิรภัย 4 จุด พร้อมด้วยถังดับเพลิง ขณะเดียวกันยังเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย เช่น ระบบนำทางผ่านดาวเทียม เชื่อมต่อ Bluetooth กับโทรศัพท์มือถือ ระบบป้องกันการโจรกรรม และระบบยกตัวสำหรับเพลาหน้า

G63 AMG 2013 ออฟโร้ดตัวแรงจาก เมอร์เซเดส

 สำหรับ ค่าย "ดาวสามแฉก" เมอร์เซเดส เบนซ์ (Mercedes Benz) แล้ว ใช่ว่าจะมีแต่รถหรู ๆ หรือรถสปอร์ตแรง ๆ ออกมาให้เห็นเท่านั้น หากแต่รถลุย ๆ ที่เน้นสมรรถนะในการใช้งานอย่างเต็มที่นั้น เมอร์เซเดส ก็ทำออกมาเช่นกัน โดยในปีนี้พวกเขาได้ส่งออฟโร้ดตัวแรงคันใหม่มาให้ยลโฉมกันแล้ว

          ออฟโร้ดตัวแรงที่ว่านี้ก็คือ "G63" AMG รุ่นปี 2013 ออฟโร้ดจากพื้นฐานของ G-Class ซึ่ง G63 AMG รุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินไดเร็คอินเจ็คชั่น V8 ความจุ 5,500 ซีซี อัดอากาศแบบทวินเทอร์โบ มาพร้อมระบบ "Start / Stop" เช่นเดียวกับ "CLS 63 AMG" และ "SL 63 AMG" ให้กำลังสูงสุด 544 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ และควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า


G63 AMG 2013 ออฟโร้ดตัวแรงจาก เมอร์เซเดส

          ตามข้อมูลระบุว่า G63 AMG มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 7.24 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยก็าซคาร์บอนไดอ๊อคไซด์ในไอเสีย 322 กรัมต่อกิโลเมตร นี่เองเลยทำให้ G63 AMG มีอัตราสิ้นเปลืองเป็นอันดับ 2 ของตระกูล G-Class โดยเป็นรอง "G350 BlueTEC" ที่ทำได้ในอัตรา 8.92 กิโลเมตรต่อลิตร

          ในส่วนของภายในห้องโดยสาร ได้เน้นไว้ซึ่งความหรูหราตามสไตล์ของเมอร์เซเดสผสมผสานกับ AMG ทั้งเบาะหนังที่ตัดเย็บมาอย่างดี พวงมาลัย แผงคอนโซล รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้ง จอโทรทัศน์ และฟังก์ชั่นการใช้งานอื่น ๆ อีกเพียบ

G63 AMG 2013 ออฟโร้ดตัวแรงจาก เมอร์เซเดส

          ทั้งนี้ทั้ง นั้น ยังไม่มีรายงานว่าทางเมอร์เซเดสจะเปิดตัว G63 AMG ในบ้านเราเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ คือ G63 AMG ได้เปิดตัวไปแล้วที่งาน Auto China 2012 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งถ้าให้ลองคาดการณ์ดูแล้ว เราอาจจะได้เห็น G63 AMG รุ่นนี้ในช่วงต้นปีหน้ากันก็เป็นได้

G63 AMG 2013 ออฟโร้ดตัวแรงจาก เมอร์เซเดส

G63 AMG 2013 ออฟโร้ดตัวแรงจาก เมอร์เซเดส

G63 AMG 2013 ออฟโร้ดตัวแรงจาก เมอร์เซเดส

G63 AMG 2013 ออฟโร้ดตัวแรงจาก เมอร์เซเดส

Mercedes-Benz New A-Class สุดล้ำนำสมัยสไตล์ครอบครัว



          Mercedes-Benz ได้ฤกษ์เปิดตัวรถรุ่น "New A-Class" ออกมาเรียกเสียงฮือฮาให้ผู้ชมได้ทึ่งกันไปแล้วในงาน "เจนีวา มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 82" (The 82nd Geneva International Motor Show) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

          สำหรับ Mercedes-Benz New A-Class มาพร้อมกับรูปทรงเย้ายวนใจ แต่แฝงด้วยกลิ่นไอของความเป็นรถครอบครัวเล็ก ๆ ในสไตล์แฮทช์แบ็ค 5 ประตู ที่พร้อมให้คนรักรถ ได้เตรียมจับจองเป็นเจ้าของกันแล้ว


Mercedes-Benz New A-Class สุดล้ำนำสมัยสไตล์ครอบครัว

          New A-Class เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล มีระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผสมผสานกับเทอร์โบชาร์จ ขับ เคลื่อนทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ทำให้ได้ทั้งพลังในการขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดระดับมลพิษในไอเสีย และช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย




          ภายในตัวรถได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราทุกรายละเอียด ทั้งเบาะนั่งดีไซน์สปอร์ต รวมถึงเทคโนโลยีสุดล้ำที่พร้อมให้ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบกับระบบโคมานด์ (Comand) โดยใช้ไอโฟนเป็นรีโมทออกคำสั่งการใช้งานบนหน้าจอในตัวรถ ซึ่งจะช่วยให้คุณใช้งานอินเทอร์เน็ต ตั้งเวลานัดหมาย ส่งอีเมล เช็คสภาพอากาศ ดูแผนที่ และเลือกเพลงโปรดที่คุณชื่นชอบได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนสมาร์โฟนรุ่นอื่น ๆ คาดว่าจะสามารถนำมาใช้งานได้ในอนาคตอันใกล้นี้

Mercedes-Benz New A-Class สุดล้ำนำสมัยสไตล์ครอบครัว

          ทั้งนี้ Mercedes-Benz New A-Class จะเปิดจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วยุโรปในช่วงปีนี้แน่นอน ส่วนอเมริกาเหนือและประเทศอื่น ๆ ยังไม่มีกำหนดการออกมา แต่คาดว่าไม่น่านานเกินรอ ซึ่งหากมีความคืบหน้าอย่างไรทางเบนซ์จะประกาศแจ้งออกมาให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
 

MINI Cooper S Coupe ผสานความเป็นคูเป้สปอร์ตอย่างลงตัว

MINI Cooper S Coupé (GM Live)

  ประหยัด น่าใช้ และไฮเทค

           คูเป้ใหม่จากมินิ แตกต่างจากมินิ คูเป้ที่เรารู้จักกันมาก่อนหน้านี้มากเหมือนกัน มีการเปลี่ยนรูปโฉมภายนอกให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ทว่า มินิยังคงใช้เครื่องยนต์เดิมจาก Cooper S เครื่องยนต์ 4 สูบ 1.6 ลิตร 184 แรงม้า ที่ปรับแต่งนิดหน่อยจนสามารถทำอัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 7.1 วินาที มีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่น่าพอใจเพียง 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร

  แรงขึ้น แล้วขับสนุกขึ้นไหม

           แน่ นอน, มันขับสนุกขึ้น มินิยังคงมีเสน่ห์เสมอในเรื่องของการให้ความรู้สึกในการขับขี่ โดยเฉพาะความรู้สึกที่เหมือนกำลังขับรถโกคาร์ท มินิได้ออกแบบระบบอัดอากาศใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ โดยอาศัยการทำงานของ Twin-Scroll Turbo ในมินิ โดยใช้หลักการแบ่งทางเดินไอเสียเป็นสองช่อง ทั้งสองช่องจะสร้างแรงดันของมวลอากาศให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รอบต่ำ เพื่อป้อนเป็นพลังงานขับเคลื่อนในใบพัดของระบบเทอร์โบระบบ Twin-Scroll Turbo จึงเป็นระบบเทอร์โบเดี่ยวที่สามารถให้กำลังอัดอากาศสูงเหมือนกับเทอร์โบคู่

           แต่ในขนาดที่เล็กกว่าและประหยัดพลังงานได้มากกว่า ระบบ Twin-Scroll Turbo ทำงานสัมพันธ์กับระบบวาล์วแปรผัน Valvetronic ซึ่งสามารถกำหนดระยะเปิด-ปิดและระยะเวลาการเปิดวาล์วอากาศได้ต่อเนื่องตลอด ทุกช่วงรอบของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถป้อนอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


MINI Cooper S Coupe

  …ว่าแต่ใครจะซื้อ ?

           นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะด้วยหน้าตาที่ออกจะดูแปลกอยู่สักหน่อย มันผสมผสานทั้งความน่ารักน่าใช้แบบรถซิตี้คาร์ กับความพยายามเป็นรถคูเป้แบบสปอร์ต จะเป็นรถยนต์สำหรับสาว ๆ หรือก็อาจไม่ใช่ หรือจะเป็นรถของหนุ่ม ๆ ผู้รักความเร็วเราก็ยังไม่แน่ใจนัก และหากถามแฟน ๆ ของมินิเอง คำตอบนั้นมีหลากหลายเกินกว่าจะคาดเดาได้

           แม้ว่าจะทำน้ำหนักได้ค่อนข้างเบา แต่ความสามารถในการยึดเกาะถนนต้องถือว่าดีเยี่ยมด้วยหลักการออกแบบที่ยังยึด ความสมดุลของตัวรถทั้งล้อหน้าและล้อหลังแบบ 50/50 ฐานล้อที่กว้างทำให้มินิยังได้ความรู้สึกแบบรถโกคาร์ท สปอยเลอร์ด้านหลังซึ่งจะยกขึ้นอัตโนมัติเมื่อวิ่งตั้งแต่ 80 กิโลเมตรขึ้นไป ยิ่งทำให้การขับขี่สนุกขึ้นไปอีก แต่สำหรับคูเป้ราคา 4 ล้านกว่า ๆ ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ

Mini Countryman สปอร์ตแรงเกินห้ามใจ

Mini Countryman (GM Live)


           เห็นคันเล็กแบบนี้ แต่นี่คือแจ๊คผู้ล้มยักษ์ BMW ต่อยอดความสำเร็จของ MINI Cooper พาหนะของเออร์แบน - นิสตา ด้วย MINI Countryman รุ่นน้องแต่กล้ามโตกว่าพี่ ลงมาประลองสนามด้วยเครื่องยนต์ขนาด 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร พร้อมด้วยเทคโนโลยีเทอร์โบแบบ Twin-scroll อันทันสมัย ที่คว้ารางวัล International Engine of the Year Award มาแล้ว


Mini Countryman

           MINI Cooper ให้แรงม้า 184 ตัว ขับเคลื่อน 4 ล้อผ่านระบบเร่งแซงด้วยฟังก์ชัน Overboost เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Steptronic สเป็คที่คันทรีแมนทำได้ ต้องบอกว่าดีกว่าซูเปอร์คาร์ไส้กลวงหลายคัน 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 8.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยิ่งรุ่นพิเศษที่ส่งลง WRC แรลลี่โลกนั้นยิ่งดุดันน่าเกรงขาม แถมยังลุยได้ทุกสภาพ แลกกับซูเปอร์คาร์คันจิ๋ว ที่ไม่เคยยอมให้ใครขึ้นหน้าได้นาน ราคา 3,290,000 บาท

Mini Countryman

Mini Countryman

Mini Countryman

Mini Countryman

Bentley Continental GT สุดยอดรถในฝันที่หนุ่ม ๆ หมายปอง

Top of Dream Bentley Continental GT (Gm Live)


            รถยนต์อย่าง ทาทา นาโน อาจเป็นการสร้างบนพื้นฐานของรถยนต์เพื่อมวลชน เพราะทั้งประหยัด ราคาถูก และทุกคนเป็นเจ้าของได้ แต่นั่นคงไม่ใช่ปรัชญาการผลิตของเบนท์ลีย์เป็นแน่ เพราะเป้าประสงค์ของเบนท์ลีย์ก็คือการสร้างประวัติศาสตร์ และท้ายสุดมันจะกลายเป็นมรดกที่จะตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น และหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากคือ เบนท์ลีย์ คอนติเนนตัล ว่ากันว่าทุกวันนี้มีประชากรของโลกไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่สามารถเป็นเจ้าของมันได้

            นอกเหนือจากความละเอียดในการสร้างสรรค์ที่คุณอาจจะต้องรอนานหน่อย (ส่วนราคาไม่ต้องพูดถึง) แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นที่ต้องการของลูกค้าทั่วโลก และปัจจุบัน ก็ยังผลิตไม่ทันจำหน่าย เบนท์ลีย์ คอลติเนนตัล เริ่มผลิตออกมาตั้งแต่ปี 2003 และเพิ่งมีการปรับโฉมใหม่ปีนี้ หลังจากที่ขายมา 7 ปี เพื่อกระตุ้นตลาด มีการเปลี่ยนกระจังหน้าและด้านท้ายใหม่ เปลี่ยนตำแหน่งของไฟสัญญาณต่าง ๆ ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น ตามแนวทางของเบนท์ลีย์ยุคใหม่ที่ต้องการให้รถยนต์คันนี้ดูหนุ่มแน่นขึ้น แต่โดยรวมแล้ว มันยังจะเป็นรถยนต์ที่คลาสสิกอยู่ดี

  สำหรับโฉมใหม่ปี 2011 นี้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ตัวเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเครื่องยนต์ W12 ทวินแคม 48 วาล์ว ขนาด 6 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ทำให้รีดแรงม้าเพิ่มขึ้นได้อีก 15 ตัวเป็น 567 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 4.6 วินาที และ 10 วินาที สำหรับการไต่ไปถึง 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง

           ในโฉมใหม่ของคอนติเนนทัล เบนท์ลีย์ จะมีเครื่องยนต์รุ่นที่เล็กลงมาให้เลือกโดยใช้เครื่องยนต์ วี8 ทวินแคม 32 วาล์วขนาด 4 ลิตร แต่ระบบส่งกำลังยังคงมาจาก ZF เป็นเกียร์ 6 จังหวะเช่นเดิมสิ่งทีเปลี่ยนแปลงมากหน่อย น่าจะเป็นการตกแต่งภายใน มีการเสริมหน้าตาให้ดูสะสวยขึ้นหลายจุด ทั้งการเปลี่ยนแผงมาตรวัดต่าง ๆ ให้ดูทันสมัยมากขึ้น มีการทำวิจัยร่วมกับบริษัทเครื่องเสียงอย่าง Naim สำหรับการออกแบบอะคูสติกในห้องโดยสาร


Bentley Continental GT

            เพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปหลายส่วน ทั้งฮาร์ดดิสก์ขนาด 30 GB ที่ติดมาให้พร้อมชุดเครื่องเสียง หน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมโปรแกรม Google Map และลายไม้แบบใหม่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ ที่จะใช้ตาไม้ (กระจุกรากไม้ขนาดใหญ่ของต้นไม้ประเภทไม้เนื้อแข็ง เช่น เมเปิล เบิร์ช หรือไม้เชอร์รี่) ที่ให้ลวดลายชัดเจนและสวยงาม ตามสไตล์เบนท์ลีย์

           คุณสามารถสั่งและเลือกรูปแบบการตกแต่งได้ทั้งหมด ทั้งสีของหนังที่จะใช้ทำเบาะ ไปจนถึงสีของด้าย และอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ ซึ่งทุกชิ้นสามารถย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตและช่างที่ประกอบรถยนต์คันนั้นให้ คุณอีกด้วย เบนท์ลีย์เริ่มให้สั่งจองรุ่นนี้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วทว่ากว่าคุณจะได้รับรถ อย่างที่บอกว่ามีเงินและต้องอดทนด้วย ราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ราว 23 ล้านบาท

Mercedes-Benz SLS AMG สปอร์ตคาร์ปีกนกเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Mercedes-Benz SLS AMG (GM Live)ขอขอบคุณภาพประกอบจาก mercedes-benz.co.th

           Mercedes-Benz SLS AMG นอกเหนือจากการที่คุณมีเงินแล้ว มันไม่ใช่รถยนต์ที่คุณจะเป็นเจ้าของได้ง่ายนัก เพราะอาจต้องรอกันข้ามปี มันออกแบบมาเพื่อนักสะสมที่คลั่งไคล้กับเอกลักษณ์ประตูปีกนกของรถยนต์รุ่น นี้ (ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ง่ายนักที่จะขึ้น - ลง เผลอ ๆ อาจดูไม่ค่อยจะเวิร์กสำหรับสาว ๆ ด้วยซ้ำ)


Mercedes Benz SLS AMG

Mercedes Benz SLS AMG

            ภายในตกแต่งให้คงความคลาสสิกแบบ SLS ไว้ปรับเปลี่ยนวัสดุและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น ส่วนเครื่องยนต์ AMG รับหน้าที่ในการปรับแต่งจนกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ให้แรงม้าสูงมากถึง 563 กับเครื่องยนต์ขนาด 6.2 ลิตร V8 32 วาล์ว ทำความเร็วจาก 0 - 100 ได้เร็วแค่กะพริบตา 3 ครั้งเท่านั้น ราคาขายในต่างประเทศเริ่มต้นที่ราว 6 ล้านบาท